Cura ซอฟต์แวร์สำหรับพิมพ์ชิ้นงาน 3 มิติ

บันไดขั้นที่สองของการสร้างสรรค์ชิ้นงาน 3 มิติในแบบ DIY คือ การใช้งานซอฟต์แวร์สำหรับพิมพ์งาน มารู้จักและฝึกหัดใช้งานกัน เพราะซอฟต์แวร์นี้รองรับเครื่องพิมพ์ 3 มิติได้หลายรุ่นหลายยี่ห้อ

หลังจากที่ได้ทดลองฝึกหัดสร้างโมเดล 3 มิติกับซอฟต์แวร์ Tinkercad แล้ว ลำดับต่อไปที่ควรรู้จักและใช้ให้เป็นคือ ซอฟต์แวร์สำหรับพิมพ์งานออกไปยังเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ในที่นี้ขอแนะนำ ซอฟต์แวร์ที่ชื่อว่า Cura เป็นผลงานของ Ultimaker หนึ่งในผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่มีชื่อเสียงรายหนึ่งของโลก โดย Cura ใช้งานได้กับเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่ทาง Ultimaker ผลิตขึ้นมาและยังรองรับเครื่องพิมพ์ 3 มิติในแบบโอเพ่นซอร์สอีกหลายรุ่นด้วย แน่นอนย่อมรวมถึง Inventor-3D เครื่องพิมพ์ 3 มิติสำหรับการศึกษาและงาน DIY

มาทำความรู้จักและใช้งานซอฟต์แวร์ Cura เพื่อการพิมพ์งานสำหรับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ โดยในที่นี้จะอ้างถึงเครื่องพิมพ์ 3 มิติ รุ่น Inventor-3D 

ติดตั้งและตั้งค่าการทำงานของซอฟต์แวร์

(1) เริ่มจากดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้งจาก http://software.ultimaker.com/Cura เป็นซอฟต์แวร์ตัวเดียวกับที่ใช้ควบคุมเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ยี่ห้อ Ultimaker ซึ่งเป็นเครื่องพิมพ์ 3 มิติแบบโอเพ่นซอร์ส ทั้งยังใช้ควบคุมรุ่นอื่นๆได้ (รวมถึง Inventor-3D) โดยเลือกรุ่นของซอฟต์แวร์ให้ตรงกับระบบปฏิบัติการที่ใช้งาน เนื่องจาก Cura รองรับทั้งวินโดวส์, Mac และลีนุกซ์

(2) ทำการติดตั้งซอฟต์แวร์ จะพบกับหน้าต่างดังรูปที่ 1.1 คลิกปุ่ม Next จากนั้นจะพบกับหน้าต่างสำหรับระบุรุ่นของเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่ใช้งาน ในที่นี้เลือก Other แล้วคลิกปุ่ม Next ดังรูปที่ 1.2

Cura-Fig0101รูปที่ 1.1

Cura-Fig0102รูปที่ 1.2

รูปที่ 1 ติดตั้งซอฟต์แวร์ Cura และเลือกรุ่นของเครื่องพิมพ์ที่ใช้งาน

(3) หน้าต่างตั้งค่าเบื้องต้นของเครื่องพิมพ์ 3 มิติจะปรากฏขึ้นมา ให้ปรับตั้งค่าตามรูปที่ 2

• Machine width = 180 mm. , Machine depth = 180 mm. , Machine height = 160 mm. หมายถึง ความกว้าง, ยาวของฐานว่างชิ้นงาน และความสูงสุดที่พิมพ์ชิ้นงานได้ในหน่วยมิลลิเมตร

• Nozzle size = 0.4 mm. (ขนาดรูของหัวฉีดร้อน กำหนดเป็น 0.4 มม.)

หมายเหตุ ที่ช่อง Heated bed จะต้องเลือกทำเครื่องหมายไว้ ถ้าหากเครื่องพิมพ์ 3 มิตินั้นมีการใช้งานฐานวางชิ้นงานแบบร้อน แต่สำหรับ Inventor-3D ไม่มีความสามารถนี้ จึงไม่ต้องเลือกทำเครื่องหมายที่ช่อง Heated bed

Cura-Fig02

รูปที่ 2 หน้าต่างตั้งค่าเบื้องต้นของเครื่องพิมพ์ในแบบที่เข้ากันได้กับชนิด RepRap (Inventor-3D เป็นเครื่องพิมพ์ 3 มิติชนิด RepRap แบบหนึ่ง)

(4) เข้าสู่หน้าต่างการทำงานหลักของ Cura ดังรูปที่ 3 แบ่งการทำงานเป็น 2 โหมดหลักคือ

1. Quick print เป็นโหมดที่ปรับแต่งค่าในการพิมพ์ชิ้นงาน 3 มิติได้เล็กน้อย

2. Full setting เป็นโหมดที่มีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งค่าในการพิมพ์ได้มาก ให้ความละเอียดที่สูง มีการใส่ส่วนรองรับต่างๆ ทำให้ชิ้นงาน 3 มิติออกมาสมบูรณ์มากขึ้น

ในการเปลี่ยนโหมดทำได้โดยไปที่เมนู Tool เลือก Switch to quickprint หรือ Switch to full setting ดังรูปที่ 4 ส่วนโหมดตั้งต้นจะเป็น Quick print

Cura-Fig0301

(3.1) ในโหมด Full setting

Cura-Fig0302

(3.2) ในโหมด Quickprint

รูปที่ 3 หน้าต่างการทำงานของ Cura

Cura-Fig04

รูปที่ 4 การเปลี่ยนโหมดการทำงาน

(5) จากนั้นไปที่เมนู File > Preferences เพื่อตั้งค่า ผู้ใช้งานสามารถเปลี่ยนแปลงค่าได้ในภายหลัง ดังรูปที่ 5 ประกอบด้วย

• Machine setting เป็นการตั้งค่าขนาดของฐานวางชิ้นงาน, จำนวนหัวฉีด , เปิดใช้งานฐานวางชิ้นงานแบบร้อน
• Printer head size เป็นการปรับระยะของหัวฉีดกับระยะ X-Y-Z
• Colours เป็นสีของชิ้นงานโมเดล 3 มิติ
• Filament setting เป็นการปรับคุณลักษณะความหนาแน่นของเส้นวัสดุและคำนวณราคาต่อปริมาณที่ใช้งาน
• Communication setting เป็นการตั้งค่าการเชื่อมต่อกับเครื่องพิมพ์ 3 มิต เลือกพอร์ตและอัตราเร็วในการถ่ายทอดข้อมูล
• Cura setting เป็นการตั้งค่าให้ใช้งาน SD การ์ด และตรวจสอบเวอร์ชั่นใหม่ของ Cura

Cura-Fig05

รูปที่ 5 การตั้งค่าซอฟต์แวร์ Cura และเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่ต่อใช้งานร่วมด้วย

(6) เนื่องจากรูปทรง 3 มิติที่สร้างขึ้นมา ไม่ได้มีเพียงรูปทรงเรขาคณิตเพียงอย่างเดียว แต่มีส่วนเว้าโค้งด้วย จึงขอแนะนำ ให้ใช้งานในโหมด Full setting ซึ่งมีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งมากกว่า ทำให้ได้ชิ้นงาน 3 มิติที่พิมพ์ออกมาสวย เรียบเนียนกว่า โดยมีเมนูในการใช้งานปรับแต่งมีดังนี้

Cura-Fig06

รูปที่ 6 เมนู Basic ของซอฟต์แวร์ Cura ในโหมด Full setting

(6.1) เมนู Basic

เป็นเมนูพื้นฐานในการปรับแต่งค่าเบื้องต้นซึ่งการปรับแต่งนี้จะมีผลอย่างมากต่อคุณภาพของชิ้นงานที่พิมพ์ออกมา โดยมีเมนูย่อยดังนี้

Layer height : ใช้ปรับแต่งความสูงของเส้นวัสดุที่เรียงตัวกันแต่ละชั้น นับเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกในการช่วยให้ชิ้นงานที่พิมพ์ออกมามีคุณภาพ ถ้าตั้งค่า

0.2 mm. งานพิมพ์ที่ได้อาจมีคุณภาพไม่ดีนัก แต่ใช้เวลาสั้น
0.1 mm. งานพิมพ์ที่ได้ มีคุณภาพปานกลาง
0.02 mm. งานพิมพ์ที่ได้ มีคุณภาพสูง แต่จะใช้เวลาพิมพ์นาน

Shell thickness : ใช้ปรับความหนาของผนังของรูปทรง 3 มิติ ถ้าหากปรับมาก ชิ้นงานจะมีความแข็งแรก แต่จะใช้เวลาในการพิมพ์นานมากขึ้นด้วย

Enable retraction : ใช้ปรับการถอนหรือหมุนเส้นวัสดุกลับ เมื่อหัวฉีดเคลื่อนที่ผ่านช่องว่างในขณะพิมพ์ชิ้นงาน ซึ่งจะช่วยลดเส้นบางๆ ที่เกิดขึ้น ควรจะเปิดใช้งานฟังก์ชั่นนี้ แม้ว่า จะทำให้ระยะเวลาการพิมพ์ชิ้นงานเพิ่มขึ้นก็ตาม

Bottom/top thickness : ใช้ปรับความหนาของพื้นผิวด้านล่างและด้านบน ซึ่งความหนานี้ส่งผลถึงความแข็งแรงของชิ้นงานที่พิมพ์ออกมาด้วย

Fill density : ใช้ปรับค่าความหนาแน่นของเนื้อชิ้นงานที่ผิว โดยซอฟต์แวร์ Cura จะสร้างเส้นตาข่ายสานสลับกันไปมา หากกำหนดค่ามาก เช่น 100 % ระยะห่างระหว่างเส้นก็จะไม่มีเลย แต่ถ้ากำหนดค่าเป็น 20 ก็จะมีระยะห่างระหว่างเส้นเกิดขึ้นประมาณหนึ่ง ซึ่งส่งผลถึงความแข็งแรงของชิ้นงานที่พิมพ์ออก และระยะเวลาในการพิมพ์ด้วย ปกติเลือกไว้ที่ 20 ถึง 40%

Print Speed : ใช้ปรับความเร็วในการพิมพ์ชิ้นงาน มีค่าพื้นฐานอยู่ที่ 50 mm/s ผู้ใช้งานสามารถปรับให้เร็วขึ้นไปที่ 120 mm/s แต่ระบบทางกลของเครื่องพิมพ์ 3 มิติต้องรองรับและมีการปรับเทียบให้แม่นยำด้วย

Print temperature : เป็นอุณหภูมิที่ใช้ในการพิมพ์ชิ้นงาน จะขึ้นอยู่กับคุณลักษณะของเส้นวัสดุที่ใช้ในการพิมพ์แต่ละชนิด โดยค่าอุณหภูมิพื้นฐานคือ 220 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมกับเส้นวัสดุชนิด PLA

Support type : เป็นการเลือกให้ฉีดเส้นพลาสติกมารองรับด้านล่างของส่วนเว้าโค้งหรือรูปทรงที่ซับซ้อน ซึ่งจำเป็นต้องมีส่วนที่รองรับเพื่อให้พิมพ์ชิ้นงานได้จนสำเร็จ โดยมี 2 ทางเลือกคือ

• Touch the build platform คือ เลือกให้ฉีดเส้นโครงสร้างออกมายึดติดกับฐานวางรองชิ้นงานกับชิ้นงาน 3 มิติที่ต้องการพิมพ์
• Everywhere คือ เลือกให้ฉีดเส้นโครงสร้างออกมารองรับในส่วนที่จำเป็นสำหรับชิ้นงานที่ต้องการพิมพ์

Platform adhesion type : เลือกประเภทของการฉีดเส้นโครงสร้างเพื่อรองรับชิ้นงานที่พิมพ์และฐานรองวางชิ้นงาน ช่วยให้ชิ้นงานติดกับฐานวางชิ้นงานตลอดช่วงเวลาในการพิมพ์ มีให้เลือก 2 ประเภทคือ

• Brim คือ เลือกฉีดเส้นวัสดุออกมารอบๆ ชิ้นงาน ผิวด้านล่างของชิ้นงานเมื่อพิมพ์เสร็จแล้วจะเรียบ แต่ใช้พื้นที่ในการพิมพ์มากขึ้น
• Raft คือ เลือกฉีดเส้นวัสดุออกมาเป็นตาข่ายรองรับภายใต้ชิ้นงานที่พิมพ์ เมื่อพิมพ์เสร็จแล้ว จะต้องลอกออกและเก็บผิวด้านล่างให้เรียบร้อย

Filament diameter : เลือกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นวัสดุที่นำมาใช้ในการพิมพ์ ขนาดที่ถูกต้องของเส้นวัสดุที่ใช้จะมีผลต่อคุณภาพของชิ้นงาน มีค่าพื้นฐานอยู่ที่ 2.89 มม. (นั่นคือ ควรวัดขนาดของเส้นวัสดุจริงที่ใช้งานก่อน แล้วนำค่านั้นมากำหนดที่พารามิเตอร์ตัวนี้

Filament flow : เลือกการไหลของเส้นวัสดุ ตัวเลือกนี้มีผลอย่างมากต่อการพิมพ์ชิ้นงาน จะต้องปรับให้เหมาะสมกับลักษณะของวัสดุที่ใช้ มีค่าพื้นฐานอยู่ที่ 100%

(6.2) เมนู Advanced

เป็นเมนูตั้งค่าขั้นสูงที่กระทำในตอนเริ่มต้นใช้งานเพียงครั้งเดียว ปรับแต่งค่าต่างๆ ได้ตามต้องการ โดยมีเมนูย่อยดังนี้

Cura-Fig07

รูปที่ 7 เมนู Advance ของซอฟต์แวร์ Cura ในโหมด Full setting

Nozzle size : เลือกขนาดรูของหัวฉีดที่ติดตั้งมากับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ สำหรับเครื่องพิมพ์ Inventor-3D และเครื่องพิมพ์ทั่วไปใช้ขนาด 0.4 มม. ถ้าหากมีการเปลี่ยนขนาดของหัวฉีดให้ใหญ่ขึ้นหรือเล็กลงจำเป็นจะต้องปรับตัวเลือกนี้ตามด้วย

Retraction speed : เลือกความเร็วในการหมุนเส้นวัสดุกลับในขณะที่หัวฉีดเคลื่อนที่ผ่านส่วนที่ไม่ได้พิมพ์

Retraction distance : ใช้เลือกความยาวของเส้นวัสดุที่ต้องดึงกลับไปเมื่อหัวฉีดเคลื่อนที่ผ่านส่วนที่ไม่ได้พิมพ์ค่าพื้นฐานคือ 4.5 มม. จะขึ้นอยู่กับชนิดของเส้นวัสดุ แต่ละชนิดจะมีค่าที่เหมาะสมของตัวเอง

Initial layer thickness : เลือกความหนาของชั้นแรกที่พิมพ์ขึ้น ปกติตั้งไว้ที่ 0.3 มม.

Cut off object bottom : เลือกตัดพื้นผิวด้านล่างของชิ้นงาน 3 มิติออกไป ถ้าหากไม่ได้มีส่วนที่ติดกับฐานรองวางชิ้นงานมากนัก

Dual extrusion overlap : ปรับช่องว่างระหว่างเส้นวัสดุที่ฉีดออกมาจากหัวฉีด 2 ชุด (สำหรับเครื่องพิมพ์ที่ติดตั้งหัวฉีด 2 ชุด – ไม่มีการใช้งานในเครื่องพิมพ์ Inventor-3D)

Travel speed : ปรับความเร็วในขณะที่ระบบพิมพ์เคลื่อนที่ในเวลาที่ไม่ได้พิมพ์ ตั้งค่าอยู่ที่ 150 mm/s อาจปรับให้ความเร็วขึ้นได้ ซึ่งช่วยให้เวลาในการพิมพ์ชิ้นงานลดลง

Infill speed : ใช้ปรับความเร็วในการพิมพ์พื้นที่ด้านใน ถ้าหากปรับเป็น 0 ความเร็วที่พิมพ์ด้านในจะเท่ากับการพิมพ์ขอบด้านนอกของชิ้นงานที่พิมพ์

Minimal layer time : กำหนดช่วงเวลาที่น้อยที่สุดในการพิมพ์ชิ้นงานแต่ละชั้น เพื่อรอให้ชิ้นงานเย็นตัวลงก่อนพิมพ์งานชั้นถัดไป

Enable cooling fan : ใช้เปิดปิดพัดลมระบายความร้อนแก่ชิ้นงาน ทั้งนี้เพื่อเพิ่มคุณภาพของการพิมพ์ชิ้นงานสำหรับวัสดุ PLA เนื่องจากอาจเย็นตัวไม่ทันในกรณีที่พิมพ์ชิ้นงานที่มีความสูง จนทำให้เกิดหลอม จนชิ้นงานเอียงหรือล้มลงไป อย่างไรก็ตาม ในบางชิ้นงานหรือบางวัสดุก็อาจไม่ต้องใช้พัดลมช่วย จึงปิดการระบายความร้อนได้

(6.3) เมนู Plugins

Cura รองรับความสามารถอื่นที่เพิ่มเข้ามาหรือปลั๊กอิน (plugin) ทำให้ตัวซอฟต์แวร์มีฟังก์ชั่นการทำงานเพิ่มขึ้น ในเบื้องต้น Cura ได้เพิ่มฟังก์ชั่นหยุดการทำงานชั่วคราวที่ความสูงระดับหนึ่ง ดาวน์โหลดปลั๊กอินเพิ่มเติมได้ที่ http://wiki.ultimaker.com/Category:CuraPlugin

(6.4) เมนู Start/end-gcode

เป็นเมนูสำหรับแก้ไข G-code ซึ่งในส่วนนี้ผู้ใช้งานจำเป็นจะต้องมีความเข้าใจภาษา G-code เพื่อปรับแต่งการทำงานได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

(6.5) การควบคุมมุมมอง

Cura มีความสามารถในการปรับแต่งมุมมองของชิ้นงานได้ ดังแสดงในตารางที่ 1

Cura-table01

ตารางที่ 1 การปรับแต่งมุมมองของ Cura (ที่มา : http://blog.ultimaker.com/cura-user-manual-first-time)

เริ่มต้นพิมพ์ชิ้นงาน 3 มิติ

(1) หลังจากที่ได้ไฟล์ชิ้นงาน 3 มิติมาเป็นที่เรียบร้อย (จาก Tinkercad) ลำดับต่อไปเป็นการพิมพ์ คลิกที่ปุ่ม Load ดังรูปที่ 8.1 จะมีหน้าต่างเลือกไฟล์ชิ้นงาน 3 มิติที่ต้องการพิมพ์ ทำการเลือกไฟล์และตั้งค่าการพิมพ์ดังรูปที่ 8.2 จะสังเกตว่า ที่มุมบนด้านซ้ายจะปรากฏเวลาที่ใช้ในการพิมพ์, ความยาวของเส้นวัสดุที่ช้ และน้ำหนักของชิ้นงานหลังจากพิมพ์เสร็จแล้ว พารามิเตอร์ทั้งสามนี้เป็นค่าโดยประมาณ

Cura-Fig0801รูปที่ 8.1

Cura-Fig0802

รูปที่ 8.2

รูปที่ 8 เริ่มต้นพิมพ์ชิ้นงานกับซอฟต์แวร์ Cura

(2) นำเข้าไฟล์ที่ต้องการพิมพ์ ทำได้ 2 วิธีคือ การแปลงไฟล์ชิ้นงาน 3 มิติเป็นไฟล์ G-code คัดลอกลงในแผ่น SD การ์ดโดยคลิกปุ่มดังรูปที่ 9.1 อีกวิธีหนึ่งคือ สั่งพิมพ์จากคอมพิวเตอร์ผ่านการเชื่อมต่อพอร์ต USB คลิกเลือกตามรูปที่ 9.2 จากนั้นเครื่องพิมพ์ 3 มิติจะรอรับไฟล์จากคอมพิวเตอร์เพื่อพิมพ์ชิ้นงานต่อไป

Cura-Fig0901รูปที่ 9.1

Cura-Fig0902รูปที่ 9.2

รูปที่ 9 การนำเข้าไฟล์ที่ต้องการพิมพ์

(3) เมื่อคลิกเลือกการพิมพ์แบบส่งไฟล์ผ่านพอร์ต USB ตามรูปที่ 9.2 หน้าต่างการเชื่อมต่อและควบคุมเครื่องพิมพ์ 3 มิติจะปรากฏขึ้นมา คลิกปุ่ม Connect เพื่อเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์กับเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ซอฟต์แวร์จะหาพอร์ตที่เชื่อมต่อโดยอัตโนมัติ เมื่อเชื่อมต่อได้ จะแสดงปุ่ม Print ดังรูปที่ 10 และที่หน้าเมนู Temp ให้กดปุ่มเพื่อป้อนค่า 210C อันเป็นการกำหนดค่าอุณหภูมิให้หัวฉีด หัวฉีดจะร้อนขึ้น จนพร้อมสำหรับการพิมพ์ โดยมีกราฟแสดงค่าอุณหภูมิของหัวฉีดแจ้งให้ทราบ

Cura-Fig10

รูปที่ 10 หน้าต่างสั่งพิมพ์ของ Cura ที่มาพร้อมกราฟแสดงค่าอุณหภูมิของหัวฉีด

(4) ไปที่ที่หน้าต่างของเมนู Jog ซึ่งใช้ควบคุมตำแหน่งการเลื่อนกลไกในแนวแกน X-Y-Z, การกด ดึงหรือหย่อนเส้นวัสดุเข้าสู่ระบบหัวฉีด คลิกปุ่ม Home ทั้งสองอัน จากนั้นตรวจสอบว่า ฐานวางชิ้นงานอยู่ในตำแหน่งเริ่มต้นและมีความพร้อมจะพิมพ์ชิ้นงานหรือไม่ จากนั้นให้คลิกปุ่ม Extrude เพื่อให้ระบบดึงเส้นวัสดุเข้าสู่หัวฉีดให้เต็ม เพื่อพร้อมสำหรับการพิมพ์ คลิกปุ่ม Print เครื่องพิมพ์ 3 มิติจะเริ่มการพิมพ์ชิ้นงานทันที

Cura-Fig11

รูปที่ 11 หน้าต่างควบคุมการเลื่อนกลไกของเครื่องพิมพ์ 3 มิติในซอฟต์แวร์ Cura

(5) ที่หน้าต่าง Camera มีความสามารถรองรับการติดต่อกับกล้อง เพื่อเฝ้าดูสถานะการพิมพ์ชิ้นงาน โดยเชื่อมต่อกล้องกับคอมพิวเตอร์แล้วตั้งค่าให้ทำงาน จากนั้นคลิกทำเครื่องหมายถูกที่ช่อง Show preview ซอฟต์แวร์จะแสดงภาพเคลื่อนไหวระหว่างการทำงาน ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งรายละเอียดของกล้องได้ด้วย

Cura-Fig12

รูปที่ 12 หน้าต่าง Camera สำหรับต่อกับกล้องเพื่อเฝ้าดูการพิมพ์ชิ้นงาน

โหมดการมองดูชิ้นงาน 3 มิติ

Cura ได้พัฒนาให้มีความสามารถในการมองชิ้นงาน 3 มิติได้หลายแบบ คลิกเลือกที่ ปุ่ม View mode ทางด้านบนของหน้าต่างโปรแกรม ดังรูปที่ 13 มีให้เลือก 5 โหมดคือ

Cura-Fig13รูปที่ 13

1. Normal เป็นโหมดดูชิ้นงาน 3 มิติแบบปกติ จะเห็นเป็นรูปทรงธรรมดา ดังรูปที่ 14

Cura-Fig14รูปที่ 14

2. Overhang เป็นโหมดแสดงตำแหน่งที่ควรเสริมจุดรองรับของชิ้นงาน 3 มิติที่ต้องการพิมพ์ จากรูปที่ 15 ควรกำหนดให้มีการวางเส้นพลาสติกรองรับที่ฐานด้านล่าง

Cura-Fig15รูปที่ 15

3.Transparent เป็นโหมดการดูชิ้นงาน 3 มิติในแบบโปร่งใส เพื่อตรวจสอบขอบด้านในของชิ้นงาน ดังรูปที่ 16

Cura-Fig16รูปที่ 16

4. X-ray เป็นโหมดการดูชิ้นงาน 3 มิติในแบบเดียวกับถ่ายภาพด้วยรังสีเอ็กซ์ หรือเอ็กซเรย์ โดยพื้นที่สีฟ้าจะเป็นจุดที่มีการพิมพ์อย่างสมบูรณ์ มีประโยชน์ในการตรวจสอบชิ้นงาน 3 มิติว่ามีความสมบูรณ์พอที่จะพิมพ์หรือไม่ หากแสดงเป็นสีแดงที่บ่งบอกถึงจุดที่ผิดพลาด ก็ควรกลับไปแก้ไขแบบเสียก่อน จะได้ไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์ชอเนงานที่ไม่สมบูรณ์ออกมา ในรูปที่ 17 เป็นชิ้นงานที่สร้างขึ้นโดยไม่มีส่วนที่ผิดพลาดเลย

Cura-Fig17รูปที่ 17

5. Layer เป็นโหมดการดูชิ้นงาน 3 มิติที่แสดงให้เห็นเส้นทางการเคลื่อนที่ของหัวฉีด ถือว่าเป็นส่วนที่ควรเลือกดูเพื่อตรวจสอบทุกครั้งก่อนพิมพ์ชิ้นงานจริง หากมีจุดที่จำเป็นจะต้องฉีดชั้นหรือเส้นโครงสร้างมารองรับไว้ ก็สามารถจำลองได้ ส่งผลให้การพิมพ์ชิ้นงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขั้น ดังรูปที่ 18

Cura-Fig18

รูปที่ 18 ภาพจำลองแสดงการเคลื่อนที่ของหัวฉีดเพื่อพิมพ์ชิ้นงาน 3 มิติ

ทั้งหมดที่นำเสนอไป เป็นการอธิบายการใช้งานซอฟต์แวร์ Cura ตั้งแต่การติดตั้ง, การตั้งค่า ไปจนถึงส่วนต่างๆ ของซอฟต์แวร์ ซึ่งหาอ่านได้ไม่ง่ายนัก หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับการสร้างสรรค์ชิ้นงาน 3 มิติสำหรับมือใหม่หัดเล่น ต้องขอขอบคุณ Ultimaker ที่พัฒนาซอฟต์แวร์นี้และเผยแพร่แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ทำให้นักพัฒนาเครื่องพิมพ์ 3 มิติแบบโอเพ่นซอร์สมีเครื่องมือทางซอฟต์แวร์ที่ดีพอสำหรับการเข้าถึงและใช้งานเครื่องพิมพ์ 3 มิติ นอกจากนี้ยังมีเว็บบล็อกให้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน รวมถึงยังเป็นแหล่งที่จะแชร์ปลั๊กอิน เสริมจากนักพัฒนารายอื่นๆ ทั่วโลก ทำให้มีการพัฒนาซอฟต์แวร์ควบคุมเครื่องพิมพ์ 3 มิติตัวนี้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นในทุกวัน

มามะ มาใช้งานเครื่องพิมพ์ 3 มิติกัน ลงทุนค่าเครื่องและวัสดุ ส่วนซอฟต์แวร์ที่เหลือฟรีแบบมีคุณภาพ